Loading...

ประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 ชื่อมหาวิทยาลัยแรกเริ่ม คือ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (มธก.) จากแนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ต้องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนการสอนเรื่องประชาธิปไตย เพื่อให้การศึกษา และสร้างความเข้าใจในระบอบการปกครองใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้านี้เพียง 2 ปีแก่พลเมืองจำนวนมากผู้อยู่ในภาวะกระหายใคร่รู้ 

ดั่งปรัชญาของการตั้งมหาวิทยาลัย ที่ปรากฏตามสุนทรพจน์ ของศาสตราจารย์  ดร. ปรีดี พนมยงค์ ที่รายงานต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้ 

“... มหาวิทยาลัยย่อมอปุมาประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความร ู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา... ”

ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองจึงมีลักษณะเป็นตลาดวิชา โดยเปิดกว้างแก่ผู้สำเร็จประโยคมัธยมศึกษาและผู้ที่ทำงานแล้วเข้าเรียนโดยไม่มีการสอบเข้า เก็บค่าเล่าเรียนในอัตราต่ำ จัดพิมพ์คำสอนจำหน่ายในราคาถูก ไม่บังคับให้นักศึกษาต้องมาฟังคำบรรยาย เพียงแต่มาสอบตามกำหนดเวลา นับเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย ปรากฏว่า ในปีแรกมีผู้สมัครเข้าศึกษาถึง 7,094 คน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยบุตรชายหญิงจากชนชั้นที่ ไม่ได้ร่ำรวย รวมทั้งชนชั้นกลางที่มีความหลากหลายทางอาชีพ วิชาที่เปิดสอนมี 2 แขนงคือ หลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิตและวิชาการบัญชี 

จากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบอย่างมาก ผู้ประศาสน์การ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ชื่อมหาวิทยาลัยถูกตัดคำว่า “การเมือง” ออก เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” หลักสูตร การศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิตเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นการจัดการเรียนการสอนแยกออกเป็น 4 คณะ คือ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ความเป็นตลาดวิชาหมดไป ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2495 แต่ละคณะมีปริญญาบัตรในชั้นปริญญาตรีตามสาขาของตนเอง ไม่เป็นปริญญาบัตรกลางชื่อ “ธรรมศาสตร์บัณฑิต” อีกต่อไป

ช่วงปี 2516 ถือเป็นยุคสมัยแห่งการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองไทย ซึ่งก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนหลังเหตุการณ์วันวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ในขณะนั้นศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์วันวิปโยคปะทุขึ้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศในยามคับขัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองไทยยุคใหม่ในเวลาต่อมา

ในปี 2518 ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี ท่านเห็นว่าควรที่จะขยายการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ในชั้นปริญญาตรีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมี ส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคม เช่นเดียวกับหลักสูตรทางสังคมศาสตร์ที่มีอยู่เดิม พื้นที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ประมาณ 49 ไร่ ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวทาง วิชาการและการพัฒนา มหาวิทยาลัยจึงเจรจาขอใช้ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรม เนื้อที่ประมาณ 2,430 ไร่ ที่รังสิต เพื่อสนองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงขยายออกไปที่รังสิต เรียกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งพัฒนาเจริญก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2537 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้พิจารณาว่า มีความเหมาะสมที่จะนำพื้นที่บริเวณ ริมถนนสายชลบุรี-ระยอง ตำบลโป่ง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีมาใช้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การวิจัยและพัฒนา ในด้านเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาอุตสาหกรรม เนื่องจากการวิจัยและพัฒนาที่จะได้ผลนั้น จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับการปฏิบัติการจริงอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรม ทางบริเวณจังหวัดชลบุรีมีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมจำนวนมาก  

เมื่อมหาวิทยาลัยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการสำนักงานอธิการบดี ตามมติสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2547 จึงให้มีการจัดตั้งงานบริหารศูนย์พัทยา ส านักงานประสานศูนย์การศึกษาภูมิภาคขึ้น การก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา นับเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ทางภูมิภาคตะวันออก สามารถสนองตอบความ ต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง โดยปัจจุบันมีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี คณะ วิศวกรรมศาสตร์  2 หลักสูตร คือ สาขาวิศวกรรมยานยนต์ และสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์  อีกทั้ง ยังมีนโยบายให้ มธ. ศูนย์พัทยา เป็น “Green Campus” โดยมหาวิทยาลัยตระหนักถึง ความส าคัญในเรื่องดังกล่าวจึงมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability)

เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เยาวชนทางภาคเหนือและภูมิภาคใกล้เคียงได้มีโอกาสเข้า ศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิต ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคงทางวิชาการสู่ภูมิภาค รวมทั้งด าเนินการวิจัย พัฒนาการฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ แก่ชุมชน และเพื่อให้ นักเรียนในท้องถิ่นไม่ต้องเดินทางไปศึกษาไกลจากภูมิล าเนา สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึง ได้มีมติให้ด าเนินการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ล าปางขึ้น ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 และได้เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปีการศึกษา 2541 คือ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และ ขยายการเรียนการสอนสู่คณะสาขาวิชาอื่นๆ และระดับปริญญาโท ปัจจุบันมีคณะที่เปิดการเรียน การสอนที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ล าปาง ทั้งหมด 6 คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในมาตรฐานที่ทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยใน กรุงเทพมหานคร

ในปี 2554 เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จึงได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย มีประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบศูนย์รังสิต รวมถึงจากจังหวัดใกล้เคียงที่ เดือดร้อนมาพักพิงถึง 7,000 คน ตลอดระยะเวลาเปิดศูนย์มีอาสาสมัครที่มาร่วมแรงร่วมใจใน ครั้งนี้กว่า 8,000 คน และยังได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น และถุงยังชีพแก่ประชาชนในจังหวัดปทุมธานีและใกล้เคียงอีกนับหมื่นราย จากเหตุการณ์ภัยพิบัติ ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการสืบสานปณิธานและปรัชญาดั้งเดิมของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการ สร้างบัณฑิตที่มีจิตส านึกต่อส่วนรวม และรักษาไว้ซึ่งความถูกต้องยุติธรรม 

ในสายธารแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเดินหน้าตามกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน คือ “ก้าวล้ำงานวิจัย ก้าวไกลสู่นานาชาติ ธรรมศาสตร์ เพื่อประชาชน” รวมทั้งการพัฒนาด้านอื่นๆ อาทิ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีการ แบบ Active Learning เพื่อให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก้าวสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์ แบบ ด้วยวิชาความรู้ที่ครบถ้วนทั้งด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกทั้งก้าวสู่ความเป็นสากลด้วยการเปิดหลักสูตรนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติหลากหลายสาขา เพื่อพร้อมรับกระแสความเปลี่ยนแปลงและความเติบโตของสังคมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การเมือง สังคม เศรษฐกิจ หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงมีความ พร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความก้าวหน้าทันสมัย มีความโดดเด่นด้านการวิจัย สามารถสร้าง องค์ความรู้ที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศชาติ รวมทั้งปัญหาของโลก ในยุคใหม่โดยรวมด้วย  

เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 83 มหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมเพื่อ รองรับทิศทางการพัฒนาของประเทศด้วยแผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 12 ที่ก าหนดเป้าหมายสู่การ เป็น ‘มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้น า’ ด้วย 5 ยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยในปี 2560 – 2564 อันได้แก่ 1) การสร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ GREATS มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และทักษะทางภาษาอย่างน้อย 3 ภาษา  2) การสร้างสรรค์งานวิจัยและ นวัตกรรมเชิงพัฒนาต่อสังคมและโลก 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอก ประเทศ 4)การมุ่งเน้นคุณภาพการให้บริการวิชาการและบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล  5) การมุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการที่ทันสมัย ด้วยการบริหารสมัยใหม่นี้จะท า ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้น าที่ได้มาตรฐานระดับ สากล

วันเวลาผ่านไป ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยืนหยัดเคียงคู่สังคมไทยมาครบ 83 ปี แห่งการสถาปนา ทั้งยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการผลิต “เมลด็พันธุ์คนธรรมศาสตร์” กอปรด้วย ความรู้ความสามารถและจิตวิญญาณแห่งการรับใช้สังคม เพื่อเป็นก าลังส าคัญในการขับเคลื่อน ประเทศไทยสู่สังคมโลกอย่างเต็มภาคภูมิ โดยการปลูกฝังความเป็นธรรมศาสตร์ให้เป็นผู้มีจิต สาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะชาวธรรมศาสตร์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นศิษย์เก่าหรือ ศิษย์ปัจจุบัน  ต่างภาคภูมิใจที่ได้กล่าวว่า  “ฉันรักธรรมศาสตร ์เพราะธรรมศาสตร ์สอนให้ฉันรักประชาชน” 

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

ตราธรรมจักร  เป็นรูปธรรมจักรสีเหลือง ตัดเส้นด้วยสีแดง มีพานรัฐธรรมนูญสีแดงสลับเหลืองอยู่ กลาง ที่ขอบธรรมจักรมีอักษรสีแดงจารึกว่า "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" หรือ "ม.ธ." อยู่ตอนบน กับ "THAMMASAT UNIVERSITY" หรือ "T.U." อยู่ตอนล่าง และระหว่างค าว่า "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" หรือ "ม.ธ." กับ "THAMMASAT UNIVERSITY" หรือ "T.U." มี ลายกนกสีแดงคั่นอยู่ symbol-logo(คัดจากหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 83 ตอนที่ 19 วันที่ 1 มีนาคม 2509) 

ตราธรรมจักร" บอกความหมายว่า สถาบันแห่งนี้ยึดถือคติธรรมของพุทธศาสนา เป็นหลักกล่อม เกลาบัณฑิต สิ่งที่อยู่กลางธรรมจักร คือ พานรัฐธรรมนูญ หมายถึง การยึดมั่น เชิดชูรัฐธรรมนูญ เป็นหลักการที่ มธก. ยึดถือ และประพฤติปฏิบัติ (จากหนังสือส านักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง หน้า 54) 

ตึกโดม อาคารหลังแรกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ ออกแบบโดย นายหมิว อภัยวงศ์ ตาม ค าแนะน าของบุคคลส าคัญของมหาวิทยาลัย ปรับปรุงจากตึกเก่า 4 หลังของทหารโดยสร้าง หลังคาเชื่อมแต่ละตึก จนกลายเป็นอาคารหลังเดียวกัน ส่วนกลางของตึกได้สร้างอาคาร 3 ชั้น ขึ้นเพิ่มเติมโดยมี “โดม” เป็นสัญลักษณ์ตรงกลาง รูปแบบของโดมนี้ กล่าวอธิบายกันในภายหลัง ว่าน ารูปแบบมาจากดินสอแปดเหลี่ยมที่เหลาจนแหลมคม เพื่อแสดงถึงภูมิปัญญาที่สูงส่งของการ จัดการศึกษา ภายในอาคารตึกโดม เมื่อเดินจากบันไดกลางขึ้นไปบนชั้น 2 ห้องแรกจะเป็นห้อง ท างานของบุคคลส าคัญของมหาวิทยาลัย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งห้องเดียวกันนี้ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง คือ ศูนย์บัญชาการขบวนการเสรีไทยที่มีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้น า โดยท างาน ร่วมกับเสรีไทยสายอังกฤษ และสายสหรัฐอเมริกา 

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รวมทั้งตึกโดมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จึงมีสถานะ พิเศษอย่างยิ่ง ส าหรับผู้ร่วมขบวนการเสรีไทยและผู้รักชาติทั้งมวล แต่ในอีกทางหนึ่งก็ได้ส่งผล ให้ฝ่ายกองทัพและผู้มีอ านาจทางการเมือง ฝ่ายตรงข้าม นายปรีดี มีความระแวง และหวาดกลัว มหาวิทยาลัย 

หลังเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เดือนมิถุนายน พ.ศ.2494 กองทัพบกได้เข้ายึดพื้นที่ของ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองไว้ รวมทั้งเสนอขอซื้อที่ผืนนี้ด้วยเงินจ านวน 5 ล้านบาท แต่นักศึกษาของ มธก. จ านวนกว่า 2 พันคน ได้รวมตัวกันเดินขบวนไปยังรัฐสภา เพื่อ เรียกร้องขอมหาวิทยาลัยคืนจากรัฐบาลทหารในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2494 และประสบ ความส าเร็จโดยได้มหาวิทยาลัยคืนกลับ มาอย่างสันติวิธีโดยมีนักศึกษา จ านวนกว่าพันคน ได้ บุกเข้ามายึดพื้นที่ มหาวิทยาลัยคืนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 

อย่างไรก็ตาม ในปีถัดต่อมา คือ พ.ศ.2495 ชื่อของมหาวิทยาลัยก็ได้ถูกตัดค าว่า “การเมือง” ออกไป และเหลือแต่เพียงชื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตราบจนปัจจุบัน 

กล่าวได้ว่า โดมได้กลายเป็นสัญลักษณ์ส าคัญของมหาวิทยาลัย ดังเช่นที่นักศึกษาของ มหาวิทยาลัยแห่งนี้นิยมเรียกตนเองว่า “ลูกแม่โดม” ตลอดมา ซึ่งลูกแม่โดมคนหนึ่ง ชื่อ เปลื้อง วรรณศรี ได้ประพันธ์บทกวี “โดม…ผู้พิทักษ์ธรรม” ไว้ในปี พ.ศ.2495 มีความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าขาดโดม...เจ้าพระยา...ท่าพระจันทร์ ก็ขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม 

สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีเหลือง-แดง การเลือกสีเหลืองกับแดงนี้ ไม่มีหลักฐานเด่นชัด เพียงแต่ ทราบว่า บุคคลส าคัญของมหาวิทยาลัย นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เลือก ซึ่งอาจมาจากความ ต้องการเอาสีเหลือง ซึ่งเป็นสีของศาสนา เหมือนดังธรรมจักรกับสีแดง ซึ่งแสดงความเข้มข้นคือ เลือด ดังปรากฏในเพลงของขุนวิจิตรมาตราว่า "เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต" แดงของเรา คือโลหิตอุทิศให้"  (จากหนังสือสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง หน้า 54) 

ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้นหางนกยูง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราช ด าเนินมาทรงดนตรีที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2506 และได้ทรงปลูกต้น "หางนกยูง" จำนวนห้าต้น ที่บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่เพื่อให้เป็นต้นไม้ ประจำมหาวิทยาลัย ตามที่นักศึกษาขอพระราชทาน ซึ่งผู้ขอคือ นายวิทยา สุขด ารง (จาก หนังสือส านักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง หน้า 323) และด้วยสีของดอกหางนกยูงนั้น มีความ สอดคล้องกับสีประจำมหาวิทยาลัยแต่เดิม คือสี เหลือง - แดง 

เพลงประจำมหาวิทยาลัย

เพลงขวัญโดม

เพลงจำจากโดม

เพลงธรรมศาสตร์รักกัน

เพลงธรรมศาสตร์เกรียงไกร

เพลงนี่หรือธรรม

เพลงพระราชนิพนธ์ ยูงทอง

เพลงสีเหลืองแดง

เพลงอาลัยโดม

เพลงเงาโดม

เพลงเธอชื่อยูงทอง

เพลงเอื้องฟ้า

เพลงโดมร่มใจ

เพลงโดมรอเธอ

เพลงโดมเริงใจ

เพลงโดมในดวงใจ

เพลงโดมในอดีต

สถานที่สำคัญ

ตึกโดม อาคารหลังแรกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ออกแบบโดยนายหมิว อภัยวงศ์ ตามคำแนะนำของบุคคลสำคัญของมหาวิทยาลัย ปรับปรุงจากตึกเก่า 4 หลังของทหาร

โดยสร้างหลังคาเชื่อมแต่ละตึก จนกลายเป็นอาคารหลังเดียวกัน ส่วนกลางของตึกได้สร้าง อาคาร 3 ชั้นขึ้นเพิ่มเติมโดยมี “โดม” เป็นสัญลักษณ์ตรงกลาง รูปแบบของโดมนี้ กล่าวอธิบาย กันในภายหลังว่าน ารูปแบบมาจากดินสอแปดเหลี่ยมที่เหลาจนแหลมคม เพื่อแสดงถึงภูมิปัญญา ที่สูงส่งของการจัดการศึกษา 

หอประชมุใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2497 ในวาระครบรอบ 20 ปี ของการสถาปนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นอธิการบดีคนแรกของ มหาวิทยาลัย โดยมีการวางศิลาฤกษ์ ในวันสถาปนา มหาวิทยาลัย27 มิถุนายน 2497 และสร้าง แล้วเสร็จในสมัยที่พลเอกถนอม กิตติขจร เป็นอธิการบดี ราวปี พ.ศ.2506 

หอประชุมนี้ ก่อสร้างขึ้นด้วยความมุ่งหวังให้เป็นหอประชุมที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของประเทศ ไทย และเอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้ในสมัยนั้น ทั้งในเรื่องของระบบเสียง ความเย็น และที่นั่ง ซึ่ง มีทั้งสิ้น 2,500 ที่นั่ง โดยแยกออกเป็น ที่นั่งชั้นล่าง 1,800 ที่นั่ง และชั้นบน 700 ที่นั่ง ส่วน ทางด้านทิศใต้ของหอประชุมนี้จัดท าเป็น "หอประชุมเล็ก" อีกส่วนหนึ่ง โดยบรรจุคนได้ราว 500 คน ปัจจุบันหอประชุมเล็กเรียกชื่อว่าหอประชุมศรีบูรพา ซึ่งเป็นนามปากกาของศิษย์เก่า มหาวิทยาลัย คือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ 

หอประชุมใหญ่ ถูกนำมาใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ของทางมหาวิทยาลัย และนักศึกษาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการไหว้ครู การพระราชทาน ปริญญาบัตร รวมทั้งยังใช้ เป็นห้องเรียน ในวิชาพื้นฐาน สำหรับวิชาที่มีนักศึกษาระดับ พันคนขึ้นไป และที่สำคัญได้แก่ การจัดกิจกรรม ทางการเมืองโดยเฉพาะในช่วงหลัง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 หอประชุมใหญ่กลายเป็น สถานที่ ที่มีการแสดง ความ คิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ สภาพการเมือง และสังคม ที่เป็นอยู่ ผ่านการอภิปราย และ การจัด นิทรรศการ ต่างๆ ที่มีขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ หอประชุมใหญ่ยังเป็นเสมือนด่านหน้า ในการป้องกันการโจมตี จากกลุ่มอันธพาล การเมือง และการล้อมปราบนิสิตนักศึกษา และประชาชน ในเหตุการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 

ลานปรีดี และอนสุรณ์สถานปรดี พนมยงค์ ก่อสร้างขึ้นเพื่อ รำลึกถึง นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษ อาวุโส ผู้นำขนวนการเสรีไทย และบุคคลสำคัญของมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยวิชา ธรรมศาสตร์ การเมือง ภายหลังการถึงแก่อสัญกรรม อย่างสงบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526 ที่ประเทศฝรั่งเศส  

นายปรีดี พนมยงค์ เป็นบุตรชาวนา เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2443 ที่จังหวัดอยุธยา สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม และได้รับทุนไปศึกษาต่อจนสำเร็จ การศึกษาชั้นปริญญาเอก โดยได้รับปริญญาเอก ของรัฐในสาขาวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัย ปารีสรวมทั้งได้รับประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงในทางเศรษฐกิจอีกด้วย 

ท่านมีบทบาทอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็น ระบอบ ประชาธิปไตยวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีฐานะเป็นผู้นำสายพลเรือนของ คณะราษฎร มีบทบาทสำคัญในหลายๆ ด้านในช่วงรอยต่อของระบอบเก่ากับระบอบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการก่อร่างสร้างระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย การสถาปนาระบบ รัฐสภา การแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับต่างประเทศ รวมทั้งการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชา ธรรมศาสตร์ และการเมือง ให้เป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อบ่มเพาะ ความรู้ทางการเมืองแบบ ประชาธิปไตย ให้แก่ประชาชน ผู้กระหาย ความรู้ทางการเมืองแบบใหม่ 

นายปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทอย่างสูงเด่นในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเป็นผู้นำจัดตั้ง ขบวนการเสรีไทย ต่อต้านการร่วมทำสงครามกับกองทัพของประเทศญี่ปุ่น ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่สอง ท่านได้รับต าแหน่งเป็น “รัฐบุรุษอาวุโส” รวมทั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างฉับพลันในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 และเหตุการณ์สืบเนื่อง ส่งผล ทำให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางลี้ภัยไปประเทศจีน และต่อมาได้พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส นับเวลาที่พำนักอยู่ในต่างประเทศรวม 36 ปี ตราบจนถึงแก่อสัญกรรม 

ลานโพธิ์ สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของธรรมศาสตร์และสังคมไทย นับตั้งแต่ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ที่ขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชนร่วมกันต่อสู้เพื่อเรียกร้อง รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย 

เช้าตรู่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2516 ลานโพธิ์ เป็นสถานที่เริ่มต้นของการชุมนุมเคลื่อนไหวของนักศึกษา เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน ซึ่งถูกรัฐบาลจับกุม ต่อมามีผู้เข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีจำนวนนับหมื่นคน จนต้องย้ายไป ชุมนุมที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ จำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนหลายแสนคน ก่อนเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลา เที่ยงตรงของ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2516 และ กลายเป็นเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 

ลานโพธิ์ยังเป็นสถานที่แสดงละครล้อการเมืองของนักศึกษาในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2519 ภาพ การเล่นละครล้อ ในครั้งนั้น กลายเป็นภาพข่าวหน้าหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ขณะที่สถานี วิทยุยานเกราะและวิทยุในเครือ เริ่มประโคม ข่าวว่านักศึกษาแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนกระทั่งมีการชุมนุมของลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มพลังต่างๆ น ามาสู่การใช้ความรุนแรง ล้อมปราบสังหารนักศึกษา ประชาชน ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 

ในปี 2534 ลานโพธิ์ ได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งเมื่อคณะผู้น ากองทัพได้ท าการรัฐประหารยึด อ านาจ การปกครอง และร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่สืบทอดอำนาจให้กับตนเอง ในครานั้น นักศึกษาและประชาชนได้ใช้ลานโพธิ์เป็นสถานที่ชุมนุมคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ลานโพธิ์ ในฐานะที่เป็นฐานที่มั่นในการเรียกร้องประชาธิปไตยจึงได้กลับคืนฟื้นชีวิตอีกครั้ง และหลังการ เลือกตั้งในช่วงต้นปี 2535 ลานโพธิ์ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมคัดค้านการสืบทอดอำนาจของผู้นำกองทัพจน กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ยุติบทบาทของกองทัพในการ เมืองไทยในที่สุด การชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนในปี 2516 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง การเมือง จากระบอบเผด็จการทหาร ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย และเป็นจุดเริ่มต้นของการ ตระหนักในสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นยุคที่สังคม เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี มีการจัดตั้งพรรคการเมืองสมัยใหม่ มีแนวคิดเรื่อง การกระจายอำนาจให้ ประชาชนปกครองตนเอง และมีการกำเนิดขึ้นของเพลงเพื่อชีวิต 

การเคลื่อนไหวเดือนตุลาคม 2516 มีผลท าให้วีรชนเสียชีวิต 77 คน และบาดเจ็บ 857 คน เหตุการณ์ครั้งนั้น ได้ก่อเกิดจิตวิญญาณ และวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยขึ้นใน สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวาง จนกระทั่งกลายข้อเท็จจริง ที่ยอมรับกันว่า พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ของไทยเป็นผลพวงมาจากการต่อสู้ทางการเมือง ของวีรชนเดือนตุลาคม 2516 หากต านานและเรื่องบอกเล่าทางการเมืองสมัยใหม่ของไทยมิอาจ ตัดขาดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการประชาธิปไตย ของไทยทั้งหมด ก็ไม่สามารถละเลยที่จะกล่าวถึงการ ชุมนุมที่เป็น ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ณ บริเวณนี้ได้เลย 

กำแพงวังหน้า ตำแหน่งพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หากจะกล่าวเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว วัง หน้าเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อมีการสร้างพระราชวัง หลวงในปี พ.ศ.2325 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ทรงสร้างวังหน้าขึ้นพร้อมกันทางด้านทิศเหนือของพระราชวังหลวง และอยู่ชิดกับฝั่ง ตะวันออกของแม่น้ าเจ้าพระยา 

ประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องราวของวังหน้านี้ดูจะเป็นลืมเลือนไปจากประชาคมแห่งนี้ ตราบ จนกระทั่งมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ได้ท าการสร้างอาคารอเนกประสงค์ 2 ขึ้นใหม่ จึงมีการขุด พื้นดินต่างๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดแสดง รูปร่างของก าแพงวังหน้าให้นักศึกษาและ ประชาชนทั่วไปได้ชื่นชมว่า กาลครั้งหนึ่ง พื้นที่ บริเวณนี้ เป็นสถานที่ตั้งของวังหน้า 

อย่างไรก็ดี สำหรับนักศึกษาและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จำนวนหนึ่ง มีอยู่ไม่น้อยที่มีความเชื่อว่าการที่สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือ วังหน้า มีความหมายว่าสถานที่แห่งนี้มีจิตวิญญาณของการช่วยเหลือ สถาบัน ทางอำนาจ และในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ ถ่วงดุล และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้นำสูงสุดตลอดมา ความเชื่อดังกล่าวนี้ ช่วยอธิบาย

 

ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่กระทบต่อวิถีชีวิต ของประชาคม แห่งนี้ได้พอสมควร ทั้งในยามที่มีความเจริญรุ่งเรืองและในยามที่ประสบภัยด้วยแรง บีบคั้น ทางการเมือง ชนิดต่าง ๆ บริเวณที่อยู่ใกล้ชิดติดกันกับกำแพงวังหน้าคือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่มีการเรียน การสอนในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกมาตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย แต่มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีนับจาก ปี พ.ศ.2492 ผู้ก่อตั้ง คือ ศาสตราจารย์ดิเรก ชัยนาม เป็นสมาชิกคณะราษฎร ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2475 ท่านเป็นทั้งปัญญาชน นักการเมือง และนักการทูต จนรับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากแวดวงต่าง ๆ 

สนามฟุตบอล บริเวณที่เป็นอาคารอเนกประสงค์ในปัจจุบันนี้ ในยุคแรกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และ การเมือง เป็นที่ตั้งของอาคารเรียนและอาคารที่พักของนักเรียนโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยวิชา ธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ ต.มธก.ในระหว่างปี พ.ศ.2481-2488 

โรงเรียน ต.มธก. จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และจัดการเรียน การสอนแบบเต็มเวลา โดยที่ทางมหาวิทยาลัยมีความตั้งใจว่า จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกษา ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบ ตลาดวิชามีการพัฒนาที่ดีขึ้น กล่าวคือ นักศึกษาของมหาวิทยาลัย จะมีสองระบบ ทั้งที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมอื่นๆ ทั่วไปและสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียม มธก. เป็นการเฉพาะ 

โรงเรียน ต.มธก. จึงเป็นตำนานของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เนื่องด้วยนักเรียน ต.มธก.แต่ละคนและ แต่ละรุ่นที่ศึกษา จะการศึกษาเป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตล้วนมีคุณภาพและมีชื่อเสียงมีผลงาน กิจกรรมทั้งด้านการเรียนการสอน กิจกรรม ทางการเมือง และกิจกรรมทางด้านการบริหาร ประเทศ และการทำงานสาธารณะเป็นอย่างมากทุกคน ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊ง ภากรณ์ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ศาสตราจารย์ประภาศน์ อวยชัยศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นต้น และบริเวณที่เป็นสถานที่ที่ใกล้ชิดติดกันทางด้านอาคารตึกโดมฝั่งสนามฟุตบอล นับว่ามีตำนานที่ยิ่งใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องด้วยเป็นสถานที่ที่เป็นเวทีและเป็นศูนย์กลางการจัด ชุมนุมใหญ่ ในระหว่างวันที่ 10 – 14 ตุลาคม พ.ศ.2516